ART & DESIGNBLOG

สิ่งควรรู้สำหรับนักออกแบบ Graphic Design

เป็นการรวบรวมบทความน่ารู้และสรุปสาระสำคัญเกี่ยวกับงานออกแบบภาพกราฟิก


psychology-of-color

[Graphic Design] กราฟฟิกดีไซน์กับจิตวิทยามนุษย์ (part I)

คราวนี้เราจะมาพูดถึงกราฟฟิกดีไซน์กับจิตวิทยาของมนุษย์กัน ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญต่อนักกราฟฟิกดีไซน์เนอร์โดยตรง หรืออาจเป็นสายอื่นๆเช่น นักคำนวน นักวิทยาศาสตร์ หรือนักร้อง ก็ย่อมทำได้นะครับ (เว่อร์ไปมั้ง…)

บทความนี้มีเนื้อหาค่อนข้างยาว ดังนั้นผมจะแบ่งออกเป็น 7 ตอนใหญ่ๆด้วยกัน ซึ่งตอนนี้ผมจะนำเสนอตอนแรกกันก่อน

ปฐมบทจิตวิทยาของมนุษย์

จิตวิทยา คือศาสตร์ที่ว่าด้วยการศึกษาเกี่ยวกับจิตใจ (กระบวนการของจิต) , กระบวนความคิด, และพฤติกรรม ของมนุษย์ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เนื้อหาที่นักจิตวิทยาศึกษาเช่น การรับรู้ (กระบวนการรับข้อมูลของมนุษย์) , อารมณ์, บุคลิกภาพ, พฤติกรรม, และรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล จิตวิทยายังมีความหมายรวมไปถึงการประยุกต์ใช้ความรู้กับกิจกรรมในด้านต่าง ๆ ของมนุษย์ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน (เช่นกิจกรรมที่เกิดขึ้นในครอบครัว, ระบบการศึกษา, การจ้างงานเป็นต้น) และยังรวมถึงการใช้ความรู้ทางจิตวิทยาสำหรับการรักษาปัญหาสุขภาพจิต นักจิตวิทยามีความพยายามที่จะศึกษาทำความเข้าใจถึงหน้าที่หรือจุดประสงค์ ต่าง ๆ ของพฤติกรรมที่เกิดขึ้นจากตัวบุคคลและพฤติกรรมที่เกิดขึ้นในสังคม ขณะเดียวกันก็ทำการศึกษาขั้นตอนของระบบประสาทซึ่งมีผลต่อการควบคุมและ แสดงออกของพฤติกรรม[1]

จิตวิทยา เป็นศาสตร์ที่ศึกษาค้นคว้าเพื่อนำข้อมูลความรู้มาเสนอ อธิบาย และเพื่อควบคุมและเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของมนุษย์และสัตว์ จิตวิทยามุ่งศึกษาด้านความสัมพันธ์ระหว่างกระบวนการของร่างกายกับจิตใจ ด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นระเบียบแบบแผน เพราะร่างกายและจิตใจมักมีการแสดงออกร่วมกัน อีกทั้งยังแสดงออกในแนวทางที่สามารถทำนายได้[1]

จิตของมนุษย์

มีอยู่ 3 แบบด้วยกันคือ

1.จิตสำนึก (Conscious) คือจิตที่เราสามารถระลึกได้ คิดได้ ควบคุมได้ เป็นจิตที่เสมือนอยู่บนผิวน้ำ
2.จิตใต้สำนึก (Subconscious) คือจิตที่เราไม่สามารถระลึกได้ ควบคุมไม่ได้ แต่จะทำได้ก็ต่อเมื่อมีสมาธิในระดับหนึ่ง หรือถูกระลึกขึ้นมาโดยสิ่งเร้า เช่น รูปภาพตอนคุณยังเด็กๆ เป็นต้นฯ จิตนี้เสมือนปลาที่ว่ายอยู่ภายในน้ำ อยู่ระหว่างผิวน้ำและก้นบึง
3.จิตไร้สำนึก (Unconscious) คือจิตที่เราไม่สามารถระลึกได้ เป็นจิตที่ไร้การควบคุม ไร้ความคิด ไร้ตัวตน เป็นจิตที่อยู่ลึกที่สุด เสมือนก้นบึงมหาสมุทร

จิตวิทยาที่สัมพันธ์กับกราฟฟิกดีไซน์

แบ่งออกเป็น 4 อย่างด้วยกัน คือ

1.สี (Color)
2.ขนาด (Size)
3.ลักษณะปรากฎ (Texture)
4.รูปแบบการทำงาน (Technical)

สี (Color)

สี เป็นสิ่งสำคัญสำหรับการกำหนดภาพลักษณ์ (Imagination) ของผลงาน เป็นสิ่งที่มีการเชื่อมต่อ (Resonance) ระหว่างผลงานและผู้สัมผัส (Human) โดยผู้สัมผัสจะถูกคล้อยตามไปทางจิตวิทยาด้านสีที่กำหนดในผลงาน เช่น ถ้าสีใช้โทนร้อน (Hot-Tone Color) ผู้สัมผัสจะมีกระบวนการทางความคิดภายในจิตสำนึกหรือจิตใต้สำนึก สร้างอารมณ์และความคิดขึ้นมาต่อชิ้นงาน โดยในที่นี้หมายถึงผลงานคือสิ่งเร้านั่นเอง

ผลงานหรือชิ้นงานของคุณอาจเป็นรูปปั้น รูปวาด รูปถ่าย หรือ รูปแบบเว็บไซท์ที่ได้ออกแบบไว้ก็ได้

บทบาทของสี อย่างที่ได้กล่าวมาข้างต้น สีมีบทบาทด้านการแสดงอารมณ์และความคิดมาเป็นอันดับหนึ่ง รองลงมาเป็นขนาดและลักษณะปรากฎ สีเป็นพื้นฐานเกี่ยวกับการควบคุมระบบในสมอง มีการเชื่อมต่อกับสิ่งเร้าตลอดเวลา เมื่อขณะคุณใช้สายตามอง กระบวนการทางสมองก็จะแปรตามความคิดที่เกิดขึ้น เช่น เด็กอายุ 3-4 เดือนที่นั่งเล่นของเล่นหลากสี เหตุที่ทำแบบนั้นก็เพื่อให้เด็กมีการควบคุมระบบในสมองด้วยตนเองตั้งแต่เกิด

เราต้องรู้จักการควบคุมสี ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการออกแบบหรือดีไซน์ชิ้นงานหรือผลงาน การหัดมองสีและเรียกชื่อจึงเป็นสิ่งสำคัญ คุณต้องรู้การควบคุมโทนสี การกะโทนสี การวางโทนสี การเรียงโทนสี เป็นต้นฯ

http://www.colourlovers.com/ เป็นเว็บไซท์หนึ่งที่มีนักเชี่ยวชาญด้านการออกแบบโทนสี จัดสรรโทนสีให้กับนักดีไำซน์เนอร์ทั้งมือใหม่และผู้ที่คิดโทนสีไม่ออก ซึ่งท่านสามารถเข้าไปดู และสังเกตการออกแบบโทนสีได้เป็นตัวอย่าง

ทฤษฎีสี

มีอยู่หลายทฤษฎี ซึ่งท่านสามารถหารายละเอียดได้ที่ Google แต่ในที่นี้ผมจะยกตัวอย่างทฤษฎีแค่ 2 อย่างที่ผมใช้อยู่เป็นประจำ

1.Percentage Color & Lightening

การ กำหนดค่าสีออกมาเป็นสัดส่วนร้อยละ (เปอร์เซ็นท์) และการกำหนดความสว่างของสี เช่น 60/30/10 ที่ใช้กันทั่วไปตามการตกแต่งห้องหรือตกแต่งบ้าน[2] หรือ 50/30/20 ที่ใช้กันตามเว็บไซท์ชื่อดัง (เช่น Facebook) หรือ 90/4/4/2 ซึ่งเป็นทฤษฎีสีของเว็บไซท์ Google นั่นเอง

การกำหนดค่าออกมาเป็นสัดส่วนร้อยละ มีประโยชน์ด้านการวัดขนาดและลักษณะด้วย อาจทำให้การทำงานง่ายขึ้น และมองภาพลักษณ์ได้ชัดเจนมากขึ้น

การ กำหนดค่าความสว่างของสีก็เช่นกัน ในแต่ละสัดส่วนที่เรากำหนด เราจะต้องควบคุมสีให้มีความเข้มหรืออ่อนที่เข้ากับสีอื่นๆที่อยู่ข้างเขียง หรือที่เรียกว่าการทำให้เกิดการคู่ขนานของสี (Parallel Color)

Verdin
by pinkcoma

2.Luvi’s Color Creation Laws

เป็น ทฤษฎีที่ผมเขียนขึ้นมาเอง ท่านสามารถนำไปใช้ได้โดยไม่ต้องขออนุญาติจากผม ซึ่งวิธีนี้จะคล้ายๆกับวิธีข้างต้น แต่จะทำให้คุณมองได้ง่ายขึ้น

การทำตามทฤษฎีนี้จะต้องทำเป็นลำดับขั้นตอนอย่างน้อย 4 ขั้นตอนจาก 7 ขั้นตอน ซึ่งจะมีดังนี้

1. กำหนดขอบเขตของโทนสี คิดถึงอารมณ์และความรู้สึกของสี จากนั้นร่างสีออกมาตามจินตนาการที่คุณเห็น
2. วางสีโดยใช้สีที่คุณจินตนาการไว้ จากมากที่สุดไล่ไปจนถึงน้อยที่สุด (จะได้ออกมาเป็นสัดส่วนร้อยละ)
3. ค่อยๆเรียบเรียงสีที่ไม่มีความจำเป็นออกไป หรือมีความจำเป็นน้อยให้ไปอยู่ด้านหลังสุดของลำดับ
4. ลองค้นหาสีที่ใกล้เคียงกับสีหลัก แล้วค่อยๆใส่ลงไป อาจใช้ทฤษฎี Secant, Triangle, Quadable, Gradient ช่วยก็ได้ (โดยเทียบกับวงกลมสี) จากนั้นใส่เข้าไปในชุดสีที่คุณได้เรียงไว้
5. ใส่สีที่อยู่ตรงข้ามกับสีหลักของคุณอย่างน้อย 1 สีเข้าไป (เช่นสีหลังคุณเป็นสีน้ำเงิน คุณต้องใส่สีเหลืองเข้าไปด้วย)
6. ปรับความสว่างและความเข้มให้ไล่เรียงกัน ไม่ควรนำสีหลักของคุณเป็นสีสว่าง (ควรเข้มไว้เพื่อให้สีเด่น)
7. ถ้าเป็นคอมพิวเตอร์กราฟฟิก ให้จดจำ HEX Color Code ไว้ (เป็นเลขฐาน 16 เรียงกัน 6 ตัว) ส่วนถ้าเป็นกราฟฟิกที่ไม่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ให้หาชื่อสีที่ค้างเคียงและจดจำ (ซึ่งขั้นตอนนี้เป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพราะคุณอาจนำกลับมาใช้ใหม่ได้อีกครั้ง)

 

ขอบคุณบทความของคุณ LuviKunG
อ้างอิงจาก [Graphic Design] กราฟฟิกดีไซน์กับจิตวิทยามนุษย์ (part I)
รูปภาพประกอบจาก http://photosgraphicty.blogspot.com/

แชร์เลย